วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สบู่ฟักข้าว กับการบำรุงรักษาผิวหน้า


เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับร่างกายมนุษย์เพื่อความสะอาดและความสวยงาม ปัจจุบันเครื่องสำอางจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญกับการดำรงชีวิตของมนุษย์มากขึ้น
     โดยเฉพาะอย่างยิ่งสบู่ กาส์ซีคิวส์ ด้วยคุณค่าจากฟักข้าว ซึ่งอุดมไปด้วยเบต้าคาโรทีน และ ไลโคปีน อันเป็นสารสำคัญช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ผสานความเนียนนุ่มจากคุณค่าอันยอดเยี่ยมของน้ำนมแพะและน้ำมันรำข้าวจมูกข้าว ซึ่งช่วยให้การล้างสิ่งสกปรกที่อุดตันบนผิวให้สะอาดพร้อมรับการบำรุงขั้นต่อไป อีกทั้งยังช่วยป้องกันและรักษาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ พร้อมกันนี้ยังเพิ่มความชุ่มชื้นและรักษาน้ำในใต้ชั้นของผิวหนัง ช่วยให้ผิวหนังแข็งแรงมากขึ้นและสามารถช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งผิวหนัง
     ผลรวมที่ลงตัวอย่างยอดเยี่ยมของผลิตภัณฑ์การทำสะอาดผิวหน้าและผิวกายที่สามารถทำความสะอาดได้ล้ำลึกถึงใต้ผิว เพื่อเปิดเส้นทางการบำรุงผิวจากคุณค่าที่อยู่ในฟักข้าว นมแพะ น้ำมันรำข้าวและน้ำผึ้ง ให้นุ่มเนียน ขาว ใส ชุ่มชื้น พร้อมการกระตุ้นให้เซลผิวผลัดเปลี่ยนอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อเผยผิวใหม่ที่สดใสอ่อนวัย  คุณสามารถรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากใช้เพียงครั้งเดียว
       ผิวแห้ง เป็นลักษณะของผิวที่ขาดน้ำและขาดน้ำมัน วิธีดูแลให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดูแลผิวแห้งโดยเฉพาะ เน้นที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ จะช่วยให้ผิวหน้าไม่แห้งตึงและกลับมาเนียนนุ่มชุ่มชื้น
      ผิวผสม หมายถึงผู้ที่มีผิวมันบริเวณทีโซน แต่พวงแก้มแห้ง ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เน้นการดูแลผิวผสมเป็นพิเศษ มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อคืนความชุ่มชื้นให้ผิว แต่ต้องไม่ทำให้หน้ามันจนเกินไป
     ผิวมัน คือผิวที่มีน้ำมันออกมามากกว่าปกติ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวมัน ที่จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และไม่ทำให้ผิวหน้ามันจนเกินไป
     ผิวหน้าไม่เรียบ ที่เกิดจากรอยสิว ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวควบคู่กับครีมกระชับรูขุมขน แล้วเพิ่มคลีนซิ่งในการทำความสะอาดใบหน้า เพื่อให้ผิวหน้าสะอาดมากขึ้นและไม่ทำให้เกิดการอุดตันของสิว ส่งผลให้ผิวหน้าเรียบเนียน
     ผิวมีสิวเสี้ยน บริเวณจมูกและคาง ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์คลีนซิ่งที่สามารถทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก และไม่ทำให้ผิวแห้งตึง เพิ่มการมาร์กหน้าหรือนวดหน้าเข้าไปด้วย เพื่อกระตุ้นให้สิวเสี้ยนหลุดออก
    ผิวลอกหรือเป็นขุย เกิดจากผิวแห้ง หรือผิวที่ตากแดดนานเกินไป ควรเน้นการมาร์กหน้าและนวดหน้าเป็นพิเศษ เพื่อเนื้อครีมจะได้ซึมซับเข้าสู่ผิวเร็วและล้ำลึกขึ้น
   ผิวมีริ้วรอย คือผิวที่ขาดความยืดหยุ่นและมีริ้วรอย แนะนำให้ใช้เอสเซนบำรุงผิวยามค่ำคืน และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าเป็นพิเศษ รวมทั้งควรมาร์กหน้าพร้อมนวดหน้าอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อเป็นการผ่อนคลายผิว และช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี ส่งผลให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น มีความยืดหยุ่น และเรียบเนียนกระชับมากขึ้น
       พบว่าวันหนึ่งเราต้องล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เท่ากับว่าใน 1 ปี เราต้องล้างหน้า 365x2 = 730 ครั้ง ต่อปี ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวจึงควรล้างออกได้อย่างหมดจด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
        จากประสบการณ์ส่วนตัวคนไข้ที่มีปัญหาเรื่อง ผื่น แพ้ คัน หน้าลอก ผิวหน้าบาง บริเวณใบหน้า เป็นปัญหาอันดับต้นๆ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสิว ส่วนใหญ่มักใช้ ยาทา ยากิน แต่นอกเหนือจากปัจจัยเหล่านี้คือการทำความสะอาดผิวด้วยตัวเองที่บ้าน โดยเฉพาะการล้างหน้า และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ก็ควรเป็นชนิดไม่มีฟอง ด้วยเหตุนี้จึงนำมาซึ่งคำถาม
      ทำไมเวลาไปพบแพทย์เพื่อดูแลรักษาปัญหาเรื่องสิวบนใบหน้าแพทย์มักแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าชนิดไม่มีฟอง
      ด้วยเหตุนี้จึงนำมาชี้แจงได้ถึงประโยชน์ดังนี้

1. ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าชนิดไม่มีฟองหรือมีฟองที่ปราศจากสารเคมีเติมแต่งที่ทำให้เกิดฟอง (Sodium Lauryl Sulfate : SLS) จึงไม่ทิ้งประจุไฟฟ้าอันเป็นสาเหตุสำคัญของอาการอักเสบในชั้นผิวภายใน ลดการเกิดผื่นคัน แพ้ ระคายเคือง

2. ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าชนิดไม่มีฟอง มักมีค่าสมดุลของกรด-ด่าง (pH) ในระดับที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติ หลังใช้อย่างสม่ำเสมอติดต่อกัน ผิวหน้าจะปรับสู่สภาพที่ดีอย่างเห็นได้ชัด

ผิวหนังจะมีหน้าที่ในการป้องกันสารพิษ เชื้อโรค และรังสีอุลตราไวโอเลต (Ultraviolet) จากแสงอาทิตย์ โดยรังสีอุลตราไวโอเลต (UV) มี 2 ชนิด คือ UVA และ UVB แต่ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอยจะเป็นรังสี UVA โดย UVA สามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังถึงชั้นหนังแท้ และจะเริ่มต้นในการผลิตอนุมูลอิสระ (Free Radical) ซึ่งอนุมูลอิสระดังกล่าวนี้ผลิตจากกระบวนการออกซิเดชั่น (Oxidation) และอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นนี้ก็จะทำอันตรายต่อไขมัน โปรตีน และสารพันธุกรรม (DNA) ในเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอย หมองคล้ำได้
      แต่ร่างกายก็จะมีกระบวนการป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระดังกล่าวโดยกระบวนการทางธรรมชาติ กล่าวคือ ที่ผิวหนังจะมีสารที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านออกซิเดชั่น (Antioxidant) เช่น วิตามินอี วิตามินซี โดยสารที่มีฤทธิ์ (Antioxidant) ดังกล่าวจะป้องกันไม่ให้เกิดกระบวนการออกซิเดชั่นที่จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทำอันตรายต่อผิวหนัง มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับผลของ Q10 ต่อการลดริ้วรอยว่าสามารถทำให้ความลึกของริ้วรอยลดลง ซึ่งหมายถึง ทำให้ริ้วรอยนั้นตื้นขึ้นได้
     Q10 ที่ผลิตในร่างกายนี้ สังเคราะห์มาจากกรดอะมิโนที่ชื่อ ไทโรซีน (Tyrosine) และฟีนีลอะลานิน (Phenylalanine) โดยกรดอะมิโนทั้ง 2 ตัวนี้ จะสร้างส่วนวงแหวนควิโนน (Quinone Ring) ส่วนสายยาว (side chain) สร้างมาจากอะซีติลโคเอ (Acetyl CoA)โดยอาศัยกระบวนการในร่างกายหลายขั้นตอนร่วมกันกับวิตามิน 7 ชนิด คือ วิตามินบี 2 (Riboflavin) วิตามินบี 3 (Niacinamide) วิตามินบี 6 กรดโฟลิก (Folic Acid) วิตามินบี 12 วิตามินซี และกรดแพนโททีนิก (Pantothenic Acid) 
      Q10 เป็นสารต้านออกซิเดชั่น (Antioxidant) และเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง แต่เมื่ออายุมากขึ้นการสร้างของร่างกายไม่เพียงพอ ซึ่งจะพบ Q10 ในผลฟักข้าวส่วนผสมของ Q10 อยู่ ดังนั้นจึงนำ Q10 มาใช้เป็นเครื่องสำอางสำหรับลดการเกิดริ้วรอย ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังจากแสงแดด (Photoaging) 
     ดังนั้น เมื่อนำเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมาเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตสบู่สปากาส์ซีคิวส์จึงมีส่วนช่วยลดริ้วรอยและชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังได้เป็นอย่างดี

     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น